ความรู้สึกไม่สบายที่พบบ่อยในสตรีมีครรภ์

ความรู้สึกไม่สบายที่พบบ่อยในสตรีมีครรภ์

โดย พล.ต.รศ.นพ.ธีรศักดิ์  ธำรงธีระกุล  และ ทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

เมื่อมีการตั้งครรภ์  สตรีอาจมีความรู้สึกที่แตกต่างไปจากปกติและรู้สึกถึงความไม่สบายที่ดังต่อไปนี้

1.  การเจ็บคัดเต้านม จะมีอาการเจ็บคัดเต้านมมากกว่าการเจ็บคัดเมื่อใกล้จะมีประจำเดือนแต่ละเดือน  มักเริ่มต้นเจ็บบริเวณใกล้หัวนม  ต่อมาสังเกตว่าเต้านมทั้งเต้าเต่งและคัดมากขึ้น  และขยายใหญ่ขึ้นนับแต่เดือนที่สองเป็นต้นไป  อาการเจ็บจะทุเลาเมื่อเข้าเดือนที่สาม  สีของหัวนมจะคล้ำกว่าเดิม  ลานข้างหัวนมจะมีสีคล้ำและขนาดใหญ่ขึ้น  เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นบางคนจะเห็นมีเส้นเลือดใกล้ผิวหนังของเต้นนมเด่นชัดขึ้น

อาการนี้เกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์  ทำให้มีเลือดออกมาเลี้ยงมากขึ้น  และต่อมน้ำนมขยายตัวมากขึ้น  เพื่อเตรียมสร้างน้ำนมต้อนรับลูกที่จะเกิดขึ้นมา  อาจต้องมีการใส่ยกทรงที่เหมาะสมเพื่อพยุงเต้านมที่โตขึ้นและน้ำหนักมากขึ้น โดยทั่ว ๆ ไป จะต้องเปลี่ยนยกทรงถึง 2 ครั้ง ในช่วงไตรมาศแรก และไตรมาศที่ 2

2.  อาการปัสสาวะบ่อย จะรู้สึกได้ชัดเจนขึ้น  หลังจากขาดประจำเดือนแล้ว 1-2 สัปดาห์  ไปจนถึง  12  สัปดาห์  เป็นเพราะมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นไปเบียดกระเพาะปัสสาวะให้มีปริมาตรรับปัสสาวะได้น้อยลง  ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนโลหิตที่มากขึ้นบริเวณอุ้งเชิงกรานทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะง่ายขึ้นกว่าปกติ  จนทำให้ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยกว่าปกติ  จนอาจรู้สึกรบกวนการนอน

อาการนี้จะรบกวนผู้ตั้งครรภ์ไปจนถึง 3 เดือน  หลังจากนั้นจะเคยชินและมดลูกโตพ้นอุ้งเชิงกราน  ภาวะการกดทับกระเพาะปัสสาวะลดลง  อาการปัสสาวะบ่อยก็ลดลงด้วย จนถึงประมาณเดือนที่ 7-8 ของการตั้งครรภ์จะริ่มรู้สึกปัสสาวะบ่อยขึ้นอีก  เพราะขนาดของทารกที่โตขึ้น และส่วนหัวของทารกเริ่มเข้าสู่อุ้งเชิงกราน มีการเบียดกระเพาะปัสสาวะใหม่อีกครั้ง

3.  อาการอ่อนเพลีย สตรีตั้งครรภ์จะรู้สึกว่าอ่อนเพลียมากเห็นได้ชัดเจน  ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ใหม่ ๆ ซึ่งเกิดจากความเครียดของร่างกายในการปรับตัวจากการตั้งครรภ์  ต่อไปจะรู้สึกค่อย ๆ ดีขึ้น ดังนั้น สตรีตั้งครรภ์จึงควรมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น มีเวลางีบหลับหรือพักผ่อนเป็นระยะ ๆ ในตอนกลางวันบ้าง

4.  อาการแพ้ท้อง เมื่อเริ่มตั้งครรภ์  3  เดือนแรกจะมีอาการคลื่นไส้  อาเจียนง่าย  ประกอบกับมีอาการหิวบ่อยกว่าปกติ  เวลาหิวอาจมีอาการต้องการอาหารรุนแรงกว่าธรรมดาทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ใจสั่น มือสั่น และ อาการกระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย จะสังเกตว่ามีความต้องการรับประทานอาหารบ่อยทุก 2-3 ช.ม. ถ้าไม่รับประทานอาหารเมื่อเริ่มหิว  ปล่อยไว้นาน ๆ จะมีอาการเวียนศีรษะและอาเจียนง่ายเมื่อรับประทาน

อาการแพ้ท้องปกติจะเป็นใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์  อาการจะมากหรือน้อยเป็นคน ๆ ไป ไม่ทราบสาเหตุแน่นอน  แต่การพักผ่อนและการไม่ปล่อยให้ท้องว่างอาจช่วยได้  ถ้าเป็นมากอาจต้องใช้ยาช่วย

5.  อาการตกขาว คือ การมีสารคัดหลั่งออกมาทางช่องคลอดมากกว่าธรรมดา  อาการนี้เกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนของการตั้งครรภ์ทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณอุ้งเชิงกรานและช่องคลอดมากขึ้น มีการเจริญและหลุดลอกของเซลล์ผิวในช่องคลอดมากขึ้น จึงมาตกขาวมาก  ซึ่งถือว่าปกติ  แต่ถ้าตกขาวนั้นมีสีเปลี่ยนไป เช่น เหลืองคล้ายหนอง สีออกเขียว  หรือมีกลิ่นผิดปกติ  หรือมีอาการคันแสบช่องคลอดร่วมด้วย แสดงว่ามีการอักเสบ  ต้องปรึกษาแพทย์

สตรีตั้งครรภ์มีภาวะโอกาสให้เชื้อราเจริญง่ายขึ้น  ซึ่งเมื่อเป็นจะทำให้ตกขาวมากลักษณะเป็นน้ำหรือจับกันเป็นก้อนและมีอาการคัน  จึงควรสังเกตดูและรีบรักษา เชื้อรานี้ไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์แต่ทำให้รำคาญและโรคแทรกผสมโรง

6.  สีผิวเปลี่ยน ปกติจะมีสีผิวคล้ำขึ้น  จะมีรอยดำคล้ำในบางแห่งโดยเฉพาะที่หัวนม  ลานหัวนม  และเส้นกลางท้อง  รักแร้  คอ  ใบหน้า  ขาหนีบ  บางคนมีผิวแห้ง  บางคนหน้ามันขึ้น  อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ จางลงหลังคลอด

บางคนมีอาการผิวแตกเป็นลายที่หน้าท้อง  อาจมีอาการคันหน้าท้อง เกิดจากหน้าท้องขยายเร็วจากการขยายตัวของมดลูกและความหนาของหน้าท้อง เพราะอ้วน  อาการเหล่านั้นจะเป็นมากเฉพาะรายไป  การป้องกันคือ  ให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนังสม่ำเสมอ  ควบคุมน้ำหนักไม่ให้ขึ้นมากเกินไป ยาทาแก้คัน

7.  อาการท้องผูก จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์จะทำให้ทางเดินอาหารทำงานเคลื่อนไหวน้อยลงกว่าธรรมดา ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้  อาจทำให้มีท้องอืด  อึดอัดด้วย บางคนมีการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารเข้าไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนที่หน้าอก

อาการท้องผูกจะเป็นมากในคนที่ไม่ชอบรับประทานผัก-ผลไม้ ถ้ามีการถ่ายอุจจาระวันเว้นวันและไม่รู้สึกอึดอัดมาก ก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้าท้องผูกมากกว่านั้น  วิธีการแก้ไขเบื้อต้น คือ รับประทานยาระบาย และระยะยาว คือ รับประทานผักผลไม้ทำให้มีกากอาหาร  อุจจาระจะได้ไม่แข็ง

ยาระบายควรเลือกชนิดที่ไม่ดูดซึมเข้าร่างกาย  จะได้มั่นใจว่าไม่ไปรบกวนทารกในครรภ์  การท้องผูกมาก ๆ ทำให้เป็นริดสีดวงทวาร และอาการแทรกซ้อนของริดสีดวงได้

8.  การมีเลือดออกตามไรฟัน บางคนที่ตั้งครรภ์จะมีการงอกของเหงือกมากกว่าปกติ  เมื่อเคี้ยวอาหารบางครั้งไปโดนกระทบกระเทือนทำให้มีเลือดออกได้  แต่ในคนที่สุขภาพเหงือกและฟันไม่ดี  เช่น มีการอักเสบเหงือกอยู่ก่อนแล้วจากมีหินปูนเกาะก็ทำให้เลือดออกง่ายขึ้นด้วย

ดังนั้นเมื่อมีอาการควรให้ทันตแพทย์ตรวจดู  ถ้าไม่มีการอักเสบอะไร  จะได้สบายใจ  ถ้ามีหินปูนเกาะ  หรือเหงือกอักเสบก็รักษาได้ขณะตั้งครรภ์

9.  อาการปวดหลัง เมื่อตั้งครรภ์หลายเดือนมากขึ้น  จะมีอาการปวดหลังได้  เนื่องจากน้ำหนักของทารกและมดลูกถ่วงที่ด้านหน้า  ทำให้สมดุลของร่างกายเปลี่ยน  หลังต้องรับน้ำหนักแอ่นกว่าธรรมดา  ทำให้เกิดอาการปวดร้าวและปวดเกร็งขึ้นได้

นอกจากนี้ระหว่างการตั้งครรภ์  ข้อต่อของกระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกราน  มีน้ำเข้าไปแทรกมากขึ้นจากอิทธิพลของฮอร์โมน  ก็ทำให้มีการยึดติดกันน้อยกว่าปกติ  การเคลื่อนไหวเร็วหรือรุนแรงจะทำให้เกิดอาการปวดได้ง่าย  จึงควรระวังเข้าไว้

การป้องกันคือ  การออกกำลังบริหารร่างกายสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์  การนั่งและยืน  ควรอยู่ในท่าที่ถูกสุขลักษณะ  คือ หลังตรง  ไหลตรง  ไม่นั่งหลังงอ  หรือห่อไหล  หลังคลอดแล้ว  อาการจะดีขึ้น

10.  อาการบวมที่มือ/เท้าและเส้นเลือดขอด อิทธิพลของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ทำให้มีการอมน้ำในอวัยวะต่างๆ ของร่างกายมากขึ้น ที่ปลายมือ  หน้าแข้ง  และเท้า  มักเป็นส่วนที่ห้อยลงต่ำทำให้น้ำไหลลงมากองบริเวณนั้น  ทำให้รู้สึกบวมกว่าอวัยวะอื่น ๆ ยิ่งอายุครรภ์แก่มากขึ้นเท่าไร  อาการบวมจะมากขึ้น

นอกจากนั้นผนังเส้นเลือดดำซึ่งจะบีบไล่เลือดที่ทำงานแล้ว กลับไปเข้าหัวใจก็จะขยายกว่าธรรมดาด้วย  ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดได้  ถ้าไม่มากหรือไม่มีอาการเจ็บปวดก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้าเป็นมาก  ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อการแก้ไข

การป้องกัน  คือ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การสังเกตว่าบวมคือรู้สึกตึงที่อวัยวะนั้น เมื่อกดที่ผิวหนังแล้วปล่อยมีรอยบุ๋มค้างอยู่นาน  ถ้ามือบวมมักจะรู้สึกตอนเช้าพอสาย ๆ อาการบวมจะทุเลา  อย่าพยายามฝืนกำมือแรงๆ ขณะที่บวมจะทำให้ข้อนิ้วมืออักเสบได้  ต่างกับที่ขาจะเป็นมากตอนบ่ายและเย็นตื่นเช้าจะทุเลามักบวมในคนที่นั่งหรือยืนนานๆ มากกว่าคนที่เดินเคลื่อนไหวบ่อยๆ

อนึ่งอาการบวมก็เกิดจากโรคครรภ์เป็นพิษด้วย  ดังนั้น  เมื่อฝากครรภ์แพทย์ก็จะคอยดูด้วยว่าบวมมากผิดปกติหรือเปล่า (ให้ดูเรื่องครรภ์เป็นพิษ)

11.  เปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ จากความไม่สบายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  อาจเป็นสาเหตุทำให้มีความเครียดขึ้นได้  และทำให้มีอาการอื่น ๆ ทางอารมณ์ออกมา เช่น  ความวิตกกังวล  ใจน้อย  อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย  นอกจากนั้นอาจมีความเครียด  กังวลเรื่องการเจริญเติบโตของทารก  การคลอดและการเลี้ยงดูลูกที่จะเกิดขึ้นมา

การป้องกันคือ  การเตรียมตัว  การศึกษาหาความรู้ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์และตั้งครรภ์ใหม่ ๆ การปรึกษาหารือและความช่วยเหลือกันในครอบครัว รวมทั้งการได้รับการดูแลที่ดีจากแพทย์ขณะตั้งครรภ์

12. ตะคริว มักจะเริ่มเป็นเมื่ออายูครรภ์เลย 20 สัปดาห์ขึ้นไป เกิดจากความล้าของกล้ามเนื้อประการหนึ่งและจากการขาด แคลเซียมอีกประหนึ่ง มักเกิดที่น่องและมือ

การป้องกัน  คือ  การบริหารร่างกายสม่ำเสมอ การรับประทานแคลเซียมเสริมให้เพียงพอ แคลเซียมมีมากในอาหารพวกนม ถั่ว ปลา เมื่อเป็นให้เกร็งข้อเท้าให้เท้ากระดกมาข้างหน้าเพื่อยืดกล้ามเนื้อน่องหรือบีบนวดกล้ามเนื้อที่เกร็งเบาๆ ให้คลายตัว

13. อาการปวดที่ข้อมือด้านนิ้วโป้ง คือมีอาการเจ็บที่ข้อมือเมื่อเกร็งออกแรงนิ้วโป้งเวลายกของหรือเวลาบิดข้อมือ มักเป็นมากชัดเจนตอนเช้า เกิดจากการบวมของเส้นเอ็นบริเวนข้อมือทำให้เกิดการเสียดสีมากกว่าปกติ  ยิ่งถ้าฝืนเคลื่อนไหวออกแรงมากหรือบีบนวดมากจะยิ่งมีอาการมากและเป็นเรื้อรังได้ เมื่อหลังคลอดอาการจะดีขึ้นเอง

การปฎิบัติคือถ้ามีอาการให้ออกแรงที่นิ้วโป้งหรือข้อมือข้างนั้นพอประมาณ ใช้ยาทาแก้ปวดลดบวมทานวดเบาๆได้

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s