การตั้งครรภ์ เดือนที่ 6

การเจริญเติบโตและการพัฒนาของทารก

เด็กทารกวัยนี้ยังคงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ผิวเด็กจะแดงและปกคลุมด้วยขนอ่อน lanugo hair และไขมัน ผมและเล็บเท้าจะเริ่มงอก สมองจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ระบบประสาทเริ่มทำงาน ในเด็กหญิงจะเริ่มสร้างไข่ในรังไข่

ระยะนี้เด็กจะดูเหมือนคนตัวเล็ก แต่ปอดยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ดังนั้นเด็กจำเป็นต้องอยู่ในมดลูก เด็กในระยะนี้จะมีความยาว 11-14 นิ้ว

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับผู้ตั้งครรภ์

เมื่อไปตรวจตามนัดแพทย์จะตรวจเช่นเดียวกับเดือนที่ 4 อาการต่างๆที่เกิดจะเหมือนกับเดือนที่ 5 แต่จะเคลื่อนไหวมากขึ้น แข็งแรงมากขึ้น

การตั้งครรภ์ เดือนที่ 5

การเจริญและการพัฒนาของทารก

เด็กทารกช่วงนี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว อวัยวะทำงานได้เต็มที่ เด็กเริ่มมีรายนิ้วมือ กล้ามเนื้อจะแข็งแรงมากขึ้น ตับจะเริ่มสร้างเม็ดเลือดแดง ถุงน้ำดีเริ่มสร้างน้ำดี ฟันน้ำนมเริ่มโตใต้เหงือก ผม ขนคิ้ว ขนตายาวขึ้น

เด็กจะมีการตื่นและนอนเป็นเวลา คุณแม่สามารถรู้ได้ว่าเด็กมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น เด็กดุดนิ้วมือเป็น

เด็กระยะนี้จะยาว 10-12 นิ้วหนักครึ่งกิโลกรัม

การตั้งครรภ์ เดือนที่ 4

การเจริญและการพัฒนาของทารก

ผิวหนังเด็กจะมีสีชมพูและใส ขนคิ้วและขนตาเริ่มงอก เริ่มมีการสร้างหูชั้นนอก หน้าตามีการพัฒนาเพิ่มขึ้น คอยาวขึ้นทำให้หน้าและลำตัวแยกจากกัน ศีรษะจะมีขนาดเล็กลงประมาณครึ่งหนึ่งของลำตัว

เด็กทารกวัยนี้จะสามารถลืมตา กลืนน้ำ มีการนอน ตื่น การเคลื่อนไหว แตะ คุณแม่จะรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวนี้ได้เรียก quickening ให้จดวันที่เด็กเริ่มเคลื่อนไหวไว้ให้แพทย์ประกอบการพิจารณาวันกำหนดคลอด

ระยะนี้เด็กจะมีขนาดยาว 8-10 นิ้ว

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับผู้ตั้งครรภ์

เมื่อไปผากครรภ์แพทย์จะวัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก ตรวจปัสสาวะ วัดอัตราการเต้นของหัวใจ วัดขนาดของมดลูก วัดความยาวของมดลูก ซึ่งจะต้องตรวจทุกครั้งที่ผู้ป่วยมาฝากครรภ์

อาการโดยทั่วไปของคนท้องจะดีขึ้นเช่น อาการคลื่นไส้อาเจียน อาการปัสสาวะบ่อย คัดเต้านม อาการต่างๆเหล่านี้จะลดลง แต่มีอาการที่คงอยู่เช่น แน่นท้อง ท้องผูก ปวดศีรษะ นอกจากนั้นยังมีอาการที่เกิดขึ้นใหม่ เช่นคัดจมูก เลือดกำเดาไหล หูอื้อ เลือดออกตามไรฟัน หลังเท้าบวมเล็กน้อย เส้นเลือดขอดที่ขา อาจจะมีริดสีดวงทวาร ตกขาว ในระยะนี้สมควรที่จะชุดคลุมท้องและเตรียกยกทรงหากเต้านมมีขนาดเพิ่มขึ้น แพทย์จะเริ่มได้ยินเสียงการเต้นของหัวใจเด็ก

ระยะนี้คุณแม่จะหิวบ่อยขึ้น แนะนำให้รับประทานอาหารบ่อยขึ้น แต่ไม่แนะนำให้รับประทานปริมาณอาหารเพิ่ม อาจจะบ่อยเพิ่มเป็นสองเท่า และควรจะรับประทานอาหารที่มีคุณค่าต่อแม่และลูก หากเป็นไปได้ให้จดชนิดและปริมาณอาหารที่รับประทานเพื่อเปรียบเทียบกับอาหารมาตรฐานหรือนำไปปรึกาแพทย์ อารมณ์ช่วงนี้ยังผันผวน เสื้อผ้าเดิมเริ่มคับ หลงลืมบ่อย

น้ำหนักคุณแม่เริ่มเพิ่มขึ้น

ในระยะแรกของการตั้งครรภ์น้ำหนักอาจจะไม่เพิ่มเนื่องจากมีอาการแพ้ท้อง แต่เมื่อย่างเข้าระยะนี้น้ำหนักควรจะเพิ่มสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม แต่ระยะใกล้คลอดน้ำหนักอาจจะไม่เพิ่มหรือลดลงซึ่งเป็นเรื่องปกติ คนปกติเมื่อตั้งครรภ์ควรจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10-17 กิโลกรัม สำหรับครรภ์แผดอาจจะเพิ่มประมาณ 17 -20 กิโลกรัม โดยเป็นน้ำหนักทารก 3-4 กิโลกรัม น้ำหนักรกและน้ำคล่ำ 1.5-3 กิโลกรัม ไขมัน น้ำ และเลือดประมาณ 7-8 กิโลกรัม

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับพ่อบ้าน

เริ่มกังวลกับภาระรายจ่าย และกังวลเกี่ยวกับการเลี้ยงดู เริ่มเก็บเงินได้แล้วครับ เตรียมตัวศึกษาวิธีการเลี้ยงเด็กได้แล้ว คุณแม่เล่าเรื่องที่ไปตรวจครรภ์ให้พ่อบ้านฟัง รวมทั้งนำเอกสารต่างให้พ่อบ้านดู และชวนพ่อบ้านให้เข้าร่วมฟังการแนะนำที่โรงพยาบาลจัดขึ้น เพื่อพ่อบ้านจะได้เรียนรู้การช่วยเหลือ การดูแลเด็ก บทบาทของพ่อบ้านช่วงนี้ได้แก่

* หากสูบบุหรี่ต้องงดบุหรี่โดยเด็ดขาดทั้งคุณแม่และพ่อบ้าน
* รับประทานอาหารที่มีคุณภาพทั้งคู่ ไม่รับประทานอาหารจานด่วน
* ช่วยงานบ้าน งานครัว
* วางแผนซื้อของใช้
* วางแผนการใช้จ่าเงิน

การตรวจร่างกาย

หากคุณแม่ไปฝากครรภ์แพทย์จะตรวจอะไรบ้าง

* ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือดเพื่อว่าเป็นเบาหวานหรือไม่
* ตรวจวัดระดับความดันโลหิต
* ตรวจหน้าท้องว่ามดลูกมีการเติบโตตามระยะหรือไม่
* ชั่งน้ำหนัก
* การตรวจน้ำคล่ำจะทำเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมากกว่า 35 ปี

การตั้งครรภ์ เดือนที่ 3

การเจริญและการพัฒนาของทารก

เด็กทารกวัยนี้จะมีอวัยวะครบถ้วน เริ่มมีการขยับแขน ขา ศีรษะ อ้าปากและหุบปากได้ นิ้วเริ่มมีเล็บ แต่ท่านยังไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวเนื่องจากเด็กยังมีขนาดเล็ก แขนและมือจะมียาวกว่าขา ศีรษะเด็กจะมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว

หัวใจจะมี4 ห้อง หัวใจจะเต้น 120-160 ครั้ง ไตเริ่มขับของเสียสู่กระเพาะปัสสาวะและถูกนำออกโดยสายสะดือ เด็กในระยะนี้จะมีความยาว 4 นิ้ว

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับผู้ตั้งครรภ์

เมื่อไปฝากครรภ์แพทย์จะวัดความดันโลหิต ตรวจปัสสาวะ และตรวจนับอัตราการเต้นของหัวใจ ขนาดของมดลูกเพื่อเปรียบเทียบกับอายุครรภ์

การออกกำลังกาย ขณะตั้งครรภ์


โดย นพ.ธีรศักดิ์  ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวชจากประสบการณ์รับฝากครรภ์และคลอดบุตร จะได้รับคำบอกเล่าจากผู้ฝากครรภ์เสมอ ๆ ว่า อ่อนเพลีย ท้องอืด ท้องผูก ปวดหลัง นอนไม่ค่อยหลับ  อยู่บ่อย ๆ ผมมักจะแนะนำให้มีการออกกำลังกายบ้างขณะตั้งครรภ์  แต่ก็ยังไม่เคยพูดกันให้เป็นกิจจะลักษณะ เพราะต้องมีการอธิบายมาก และมีความคิดอยู่เสมอว่าน่าจะทำให้สตรีตั้งครรภ์ได้เข้าใจว่าถ้าจะออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์ทำได้หรือไม่เพียงใด สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ ยิ่งถ้ามีสถาบันใดเปิดคอร์สฝึกสตรีตั้งครรภ์ออกกำลังกาย น่าจะได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก  เพราะการออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์น่าจะมีผลดีต่อสตรีและทารกในครรภ์ได้เรียบเรียงบทความบางตอนมาจากสมาคมสูตินรีแพทย์อเมริกัน  ที่แนะนำการออกกำลังกายสำหรับสตรีตั้งครรภ์ดังนี้ คือผลดีจากการออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์

การที่สตรีตั้งครรภ์มีน้ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ และรู้สึกเหนื่อย  อ่อนเพลีย  และมีอาการต่าง ๆ เป็นสิ่งธรรมชาติที่เกิดขึ้น  การออกกำลังกายเป็นประจำประมาณวันละ 30 นาที  จะช่วยให้มีประโยชน์คือ

1. ช่วยลดอาการปวดหลัง  ท้องอืด  ท้องผูกและอาการบวม
2. เพิ่มกำลังวังชา  ความแข็งแรงทนทานของกล้ามเนื้อ
3. ช่วยให้ท่าทาง (Posture) ดี
4. ช่วยทำให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส
5. ช่วยป้องกันไม่ให้มีอาการสำหรับคนที่มีความโน้มเอียงเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
6. ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น

การออกกำลังกายสม่ำเสมอยังทำให้ร่างกายฟิตแข็งแรง  และทนต่อความเจ็บปวดขณะการตั้งครรภ์และการคลอดได้ดีขึ้น  ช่วยให้การฟื้นตัวของรูปร่างหลังคลอดเร็วขึ้นด้วย

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายขณะตั้งครรภ์ที่ควรทราบเกี่ยวกับการออกกำลังกาย  คือ

1. ข้อและเส้นเอ็นตามจุดต่าง ๆจะยืดบวมและหลวมกว่าก่อนตั้งครรภ์  จึงเสี่ยงต่อการเกิดบาดเจ็บ  ถ้ามีการออกแรงมาก ๆ ในการกระตุก กระแทก กระเทือนรุนแรง

2. สมดุลของร่างกายในการทรงตัวเปลี่ยนไป  เพราะท้องที่โตขึ้น  ทำให้อวัยวะบางส่วนรับน้ำหนักมากเกิน เช่น ตะโพกและหลัง  เนื่องจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและจุดศูนย์ถ่วงที่เปลี่ยนไป  ทำให้มีปัญหาหกล้มง่ายกว่าธรรมดาโดยเฉพาะช่วงท้ายของการตั้งครรภ์

พบว่าเมื่อมีการออกกำลังกาย  จะมีการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อที่ทำงานมากขึ้นกว่าธรรมดา  ทำให้ส่วนอื่น ๆ ได้รับน้อยลง  ท่านจึงต้องคอยระวังคำนึงถึงข้อนี้ด้วย  นั่นคือระดับการออกกำลังกายควรอยู่ที่ระดับปานกลาง  ไม่ควรทำหนักมาก  (เมื่อไรที่ท่านสามารถพูดได้เป็นปกติขณะที่กำลังออกกำลังกาย  แปลว่าตอนนั้นยังไม่ได้ทำมากเกินไป)

เริ่มต้นอย่างไรดี

เริ่มต้นเลย  ควรถามแพทย์ว่าท่านออกกำลังกายได้หรือไม่  มีข้อห้ามอะไรหรือเปล่า  ทั้งในแง่สภาพของครรภ์และสภาพร่างกายของท่าน  ถ้าปกติชอบออกกำลังกายอยู่แล้วให้ถามว่าประเภทการออกกำลังกายที่เคยทำอยู่นั้น  ยังคงทำอยู่ได้หรือเปล่า  และประเภทไหนที่เหมาะกับคุณมากที่สุด

ถ้าท่านมีสิ่งเหล่านี้….เป็นข้อห้ามในการออกกำลังกายหรือต้องคุยกับแพทย์ก่อน

1. มีปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด เช่น เนื้องอกมดลูกโต ๆ  ปากมดลูกเปิดก่อนกำหนด ครรภ์แฝด

2. กำลังมีเลือดออกจากช่องคลอด  หรือมีประวัติเลือดออกขณะตั้งครรภ์

3. มีถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด  ข้อนี้เป็นข้อห้ามเด็ดขาด

นอกจากนี้อาจมีอาการหรือโรคที่เป็นอยู่แล้วบางอย่างก่อนหรือขณะตั้งครรภ์ เช่น ความดันโลหิตสูง  เป็นต้น

เลือกประเภทออกกำลังกายที่ปลอดภัยด้วย

ปกติการออกกำลังกายทั่วไปจะปลอดภัย  แต่มีบางอย่างที่ท่าทางและการเคลื่อนไหวไม่เหมาะ  หรือเป็นอันตรายต่อผู้ที่ตั้งครรภ์ เช่น หลังจากตั้งครรภ์เกิน 3 เดือน แล้วไม่ควรเลือกท่าที่ต้องนอนหงายนาน ๆ หรือ ยืนนิ่ง ๆ นาน ๆ

ประเภทการออกกำลังกายที่ปลอดภัยมาก  ได้แก่

1. การเดิน  การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีของทุกคน  ควรเดินเร็งเพื่อให้ร่างกาย  กล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ ได้ออกกำลัง  ท่านที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย  การเดินจะเป็นการออกกำลังกายที่ดี

2. ว่ายน้ำ  การว่ายน้ำจะเป็นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อและข้อต่อหลายส่วนด้วยกัน  น้ำยังช่วยพยุงร่างกายไม่ให้เกิดหกล้มอุบุติเหตุ  เหมาะกับการออกกำลังกายในทุกช่วงอายุครรภ์

3. การถีบเครื่องปั่นจักรยาน  การปั่นจักรยานจริง ๆ ก็เป็นการออกกำลังกายแอโรบิคที่ดี  เหมาะสำหรับตั้งครรภ์ไม่เกิน 3 เดือน  การเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเกิน 3 เดือนแล้วอาจเป็นอุปสรรคทำให้เกิดอุบัติเหตุง่าย  จึงควรเปลี่ยนเป็นเครื่องปั่นจักรยานอยู่กับที่หลังจากนั้น

4. การออกกำลังกายแบบแอโรบิค  จะช่วยให้หัวใจและปอดแข็งแรง  เกิดความคล่องแคล่วว่องไวไม่หกล้มง่าย การทำแต่พอดี  หรือการเล่นแอโรบิคในน้ำจะมีประโยชน์มาก

ชนิดของการออกกำลังกายที่ยังปลอดภัยถ้าทำแบบไม่หักโหมเกินไป

1. การวิ่ง  ดีในขณะตั้งครรภ์อ่อน ๆ เกิน 4 เดือนแล้วควรลดหรืองด

2. กีฬาประเภทแบดมินตัน เทนนิส  ปิงปอง  อาจมีอุบัติเหตุได้  จากการเคลื่อนไหวเร็ว ๆ จึงควรพิจารณาระดับการเล่น

3. การออกกำลังกล้ามเนื้อ  เช่น ยก weight ช่วยให้กล้ามเนื้อแขน ขา แข็งแรง  ป้องกันอาการปวดต่างๆ ขณะตั้งครรภ์ได้

4. ดำน้ำลึก ๆ

ทำให้เป็นประจำ

ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำได้จะดีมาก และมักจะทำได้ดีในครึ่งแรกของการตั้งครรภ์คือ ก่อน 5 เดือน  หลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจะทำให้ออกกำลังกายลำบากขึ้น  และมีข้อจำกัดมากขึ้น

ในการเริ่มต้นออกกำลังกายควรเริ่มทำน้อย  ๆ ระยะเวลาสั้น  ๆ ก่อน เช่น เริ่มต้นที่ 5 นาที  แล้วค่อยเพิ่มทุก ๆ 5 นาทีต่อสัปดาห์  จนถึงวันละ 30 นาที

ออกกำลังกายควร warm up ก่อน 5-10 นาที  เพื่อให้กล้ามเนื้อยืดตัวและเตรียมตัว และควรทำ cool down 5-10 นาทีหลังจากออกกำลังแล้ว  เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นเป็นปกติ

ข้อควรระวัง

เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายขณะตั้งครรภ์มาก  จึงควรระมัดระวัง

1. อย่าเคลื่อนไหวที่เป็นการกระโดด  กระเทือน  การเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงทิศทางเร็ว ๆ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อกล้ามเนื้อและข้อต่อ และอุบัติเหตุ

2. อย่าทำในที่ร้อนหรือทำให้เกิดความร้อนในร่างกายสูงเกินไป  เพราะทำให้เกิดการขาดน้ำ

ข้อแนะนำ

1. หลังครรภ์ 3 เดือนแล้ว  ไม่ควรออกกำลังกายอะไรที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและกระดูกหลัง

2. หลีกเลี่ยงออกกำลังกายมาก ๆ ในที่ร้อน อบอ้าว หรือ ขณะที่มีไข้

3. ใส่เสื้อผ้าที่อากาศถ่ายเทสะดวก

4. ใส่ยกทรงที่พยุงทุก  ๆ ส่วนของเต้านม

5. ดื่มน้ำมาก ๆ ขณะออกกำลังกาย

6. รับประทานอาหารให้เพียงพอ

อาการเตือนที่ควรหยุดออกกำลังกายหรือยังไม่ควรออกกำลังกาย

1. มีเลือดออกจากช่องคลอด
2. อาการหน้ามืด  เวียนศีรษะ  เป็นลม
3. รู้สึกหายในลำบาก
4. เจ็บหน้าอก
5. ปวดศีรษะ
6. รู้สึกกล้ามเนื้ออ่อนแรงลง
7. บวมหรือปวดที่น่อง
8. มดลูกบีบตัว
9. เด็กดิ้นน้อย
10.มีน้ำไหลออจากช่องคลอด (น้ำเดิน)

เบาหวานในสตรีมีครรภ์ และสุขภาพของทารกในครรภ์และแรกเกิด


        สตรีตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน  ทำให้ทารกในครรภ์มีความผิดปกติแต่กำเนิดมากขึ้นกว่าปกติ และทำให้ทารกในครรภ์เกิดภาวะขาดออกซิเจนตอนอยู่ในครรภ์ ทำให้เสียชีวิตและมีโอกาสทำให้ทารกแรกเกิดมีความผิดปกติด้านเมตาโบลิก และอื่นๆ ด้วยดังนี้

–  การขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์ที่มารดาเป็นเบาหวาน

เกิดจากการลำเลียงออกซิเจนจากมารดาไปทารกบกพร่อง จากเลือดแม่ผ่านรกน้อยลง ตัวรกเองก็ผิดปกติด้วย ทำให้นำออกซิเจนได้น้อยลงไปอีกที่จะไปถึงลูก ถ้าแม่มีความดันโลหิตสูงร่วมกับเบาหวาน ยิ่งทำให้เลือดมารดาส่งออกซิเจนไปรกน้อยลงอีก จากการหดตัวของเส้นเลือดมารดาและการแข็งตัวของหลอดเลือดฝอยในรก

ผลคือ ทำให้ทารกขาดออกซิเจน ทำให้ทารกเติบโตช้า อาจถึงเสียชีวิตในครรภ์ ถ้าเป็นรุนแรงอาจเสียชีวิตก่อน 36 สัปดาห์ ถ้าเป็นไม่รุนแรงมาก อาจเสียชีวิตหลัง 36 สัปดาห์  ถ้ารอดจนสามารถคลอดออกมาได้ ก็จะทำให้มีอาการตัวเหลืองมากกว่าธรรมดาด้วย

–  ความผิดปกติด้านเมตตาโบลิก ในทารกแรกเกิด

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ  :  เกิดจากน้ำตาลในเลือดแม่สูง  ถูกส่งไปยังทารก  ทำให้ตับอ่อนทารกสร้างอินซูลินในร่างกายออกมามาก  ภายหลังคลอดตัดสายสะดือ  น้ำตาลในเลือดแม่ถูกตัดขาดด้วย  ทำให้อินซูลินที่มีอยู่ทำให้น้ำตาลในเลือดลูกต่ำเกิน ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้หยุดหายใจ หรือ ชักได้  แพทย์อาจต้องให้น้ำตาลกับลูกทางสายน้ำเกลือ

–  ภาวะแคลเซี่ยมต่ำในเลือดทารก

เชื่อว่าเกิดจากการขาดออกซิเจนเรื้อรังจากในครรภ์  และ/หรือ การคลอดก่อนกำหนดร่วมด้วย  ทำให้เกิดอาการชักได้

–  ความหนาแน่นของกระดูกต่ำ
จากบทความนี้  จึงเป็นเครื่องเตือนใจสตรีที่ตั้งครรภ์แล้วเป็นเบาหวานร่วมด้วย  จะต้องดูแลตัวเองในการควบคุมเบาหวานให้ดี  เพื่อการเจริญเติบโตและสุขภาพที่ดีของทารกในครรภ์และช่วงแรกเกิดด้วย

(บทความนี้  คัดย่อและเรียบเรียงมาจาก  บทความวิชาการโดย นพ.ทัญญู  พันธุ์บูรณะ  คณะอนุกรรมการอนามัยแม่และเด็กราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย  ในสูตินรีแพทย์สัมพันธ์  ปีที่ 18  ฉบับที่ 10  เดือนตุลาคม  2552)

คลอดธรรมชาติ–ผ่าคลอด ข้อมูลเพื่อคุณแม่ก่อนตัดสินใจ

โดย: Maman

จะเลือกคลอดแบบไหนดีเป็นเรื่องที่คุณแม่ทุกคนเป็นกังวล โดยเฉพาะเมื่อใกล้ถึงวันคลอดก็ยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น คุณแม่บางคนอยากคลอดเอง อยากรู้ว่ากว่าจะผ่านบทแรกของการเป็นแม่ยากสักแค่ไหน แต่บางคนก็ยังหวาดหวั่นกับการคลอดธรรมชาติ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกทางไหน…ผ่าตัดคลอดหรือคลอดธรรมชาติ อยากให้ว่าที่คุณแม่มาพิจารณาข้อมูลต่อไปนี้อย่างละเอียดค่ะ

 

คลอดธรรมชาติ
+ ร่างกายคุณแม่
สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว เช่น หัวใจ ความดันสูง เบาหวาน ฯลฯ และอุ้งเชิงกรานไม่แคบเกินไป คุณแม่ส่วนใหญ่ที่จะคลอดแบบธรรมชาติได้ลูกมักอยู่ในท่าปกติคือกลับหัวลง และที่สำคัญลูกและแม่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิตขณะคลอด เพราะถ้ามีความเสี่ยงคุณหมอจะผ่าตัดคลอดให้ เพื่อความปลอดภัยค่ะ

+ เวลา

กำหนดแน่นอนไม่ได้ ทั้งการเจ็บครรภ์และช่วงระยะเวลาการคลอด

 

+ กระบวนการ

การคลอดธรรมชาติมี 3 ระยะ เริ่มตั้งแต่ระยะแรกจะมีสัญญาณเตือน เช่น เจ็บท้องเป็นพักๆ น้ำเดิน มีหยดเลือดจางๆ อาการเจ็บท้องจะค่อยๆ ถี่ขึ้น และปากมดลูกก็จะค่อยๆ เปิด จนเข้าสู่ระยะที่ 2 ปากมดลูกจะเปิดเต็มที่ประมาณ 10 ซม. ฝีเย็บคุณแม่จะเป่งพอง เพราะศีรษะลูกดันเพื่อจะโผล่ออกมาให้ได้ ตอนนี้เองคุณหมอจะตัดฝีเย็บ และบอกให้หยุดเบ่ง เพราะจะมีลมเบ่งเป็นแรงขับดันจากภายในขับเคลื่อนเจ้าตัวน้อยออกมาเอง และระยะสุดท้ายของการคลอดคือ คลอดรกซึ่งจะออกมาภายใน 15 นาทีหลังคลอดตัวลูก
+ หลังคลอด
เมื่อคุณหมอดูแลความเรียบร้อย ทำคลอดรก และเย็บแผลฝีเย็บให้แล้ว จะให้คุณแม่นอนพักในห้องคลอดเพื่อดูอาการอีก 2 ชั่วโมง แล้วย้ายไปพักผ่อนที่ห้องพักฟื้น คุณแม่ที่รู้สึกหิวจะกินอาหารได้ตามปกติ และเวลาเช้า-เย็นพยาบาลจะเอาไฟมาอังแผลฝีเย็บเพื่อให้แห้งเร็วขึ้น ซึ่งคุณแม่อาจจะรู้สึกตึงที่แผลนิดหน่อย แต่สามารถขยับตัวลุกนั่งและให้นมกับลูกได้
+ พักฟื้น
คุณแม่ที่คลอดธรรมชาติจะฟื้นตัวได้เร็วเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็กลับมาสดชื่น แม้วว่าจะเจ็บแผลบ้าง หลังคลอดแล้วคุณแม่อยู่พักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 3 วัน ก็สามารถกลับไปเลี้ยงลูกที่บ้านและทำงานเบาๆ ได้ตามปกติ แต่ช่วงแรกๆ ต้องดูแลแผลฝีเย็บเป็นพิเศษ ใช้ยาพ่นแผล เย็บและยาทาริดสีดวงทวารตามแพทย์สั่ง แช่น้ำอุ่นจัดในอ่างอาบน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง และควรหาห่วงยางมารองนั่งเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักกดทับบริเวณแผลเย็บ
+ ค่าใช้จ่าย
โรงพยาบาลของรัฐ : ประมาณ 9,000 บาท (+-)
โรงพยาบาลเอกชน : ประมาณ 14,000 บาท (+-)

 

ผ่าตัดคลอด
+ ร่างกายคุณแม่
การผ่าคลอดมาจากหลายสาเหตุด้วยกันคือ ลูกไม่กลับหัวแต่เอาก้นลง รกเกาะต่ำ ลูกตัวโตกว่าเชิงกรานของแม่ ลูกในท้องมีภาวะขาดออกซิเจน หรือมีอันตรายที่ควรให้รีบคลอดออกมาทันที แม่อาจมีโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดอันตรายหากคลอดเอง เช่น เป็นความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษ ฯลฯ หรือสายสะดือเคลื่อนออกทางช่องคลอด รวมถึงการตัดสินใจของตัวคุณแม่เองและครอบครัว

+ เวลา
สามารถนัดหมายกับคุณหมอเพื่อกำหนดวันและเวลาผ่าคลอดได้ และเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดก็ค่อนข้างแน่นอนคือประมาณ 1-2 ชั่วโมงค่ะ

 

+ กระบวนการ

เมื่อคุณหมอพิจารณาแล้วว่าต้องผ่าตัดคลอด คุณแม่จะต้องเลือกว่า จะใช้วิธีการบล๊อกหลังหรือดมยา ถ้าดมยาคุณแม่จะสลบไปเลย ไม่รับรู้ว่าคุณหมอทำอะไรกับตัวเองบ้าง แต่ถ้าบล๊อกหลัง คุณหมอจะฉีดยาเข้าที่ไขสันหลังแล้วระหว่างผ่าตัดคุณแม่จะยังคงมีสติตลอดเวลา แต่ร่างกายส่วนล่างต่ำกว่าสะดือลงไปจะชา ทำอะไรก็ไม่รู้สึกระหว่างที่คุณหมอทำคลอด
หลังจากเริ่มรู้สึกชาหรือหมดสติแล้ว คุณหมอจะเริ่มผ่าบริเวณหน้าท้องด้านล่าง ซึ่งมักผ่าตามแนวขวางที่เรียกว่า “บิกินี่” ยกกระเพาะปัสสาวะขึ้น กรีดมีดที่มดลูก แล้วเจาะถุงน้ำดูดน้ำคร่ำที่อยู่รอบๆ ตัวเด็กออก ดึงตัวเด็กออกมา และขณะที่ลูกคลอดจะมีการฉีดยาซินโทมิทรีนเพื่อช่วยให้รกลอกตัว และทำคลอดรก จากนั้นจึงเย็บปิดแผล หลังผ่าตัดเสร็จแม่จะถูกพาไปห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด เพื่อเฝ้าดูอาการ ส่วนลูกอาจไปที่ห้องทารกแรกเกิดเพื่อเฝ้าดูอาการต่อไป
+ หลังคลอด
คุณแม่ที่ดมยาจะไม่ได้เห็นหน้าลูกทันที ต้องรอให้ฟื้นและร่างกายแข็งแรงก่อน หลังฟื้นจะรู้สึกเจ็บแผลผ่าตัดมาก เจ็บแน่นระคายคอ เพราะต้องใส่ท่อคาอยู่ในคอระหว่างผ่าตัด ส่วนคุณแม่ที่บล็อกหลัง หลังผ่าตัดจะไม่รู้สึกเจ็บทันที แต่ยังชาต่ออีก 2-3 ชั่วโมง และในช่วงนี้คุณแม่ต้องนอนราบต่ออีกประมาณ 12 ชั่วโมง เนื่องจากการบล็อคหลัง จึงต้องมีการใส่สายปัสสาวะให้ด้วย ถ้าหากคุณหมอใส่ยาแก้ปวดร่วมกับยาชาตอนบล็อกหลัง ก็จะไม่เจ็บแผลไปอีก 1 วันเต็มๆ
หลังผ่าตัดคุณแม่ต้องงดน้ำงดอาหารประมาณ 24 ชั่วโมงจึงจะกลับมาเริ่มกินอาหารอ่อนๆ ได้
+ พักฟื้น
คุณแม่จะต้องนอนพักในโรงพยาบาลประมาณ 1 สัปดาห์ ช่วงนี้ควรพยายามเดินหรือเคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด และการทำงานของระบบลำไส้ ยิ่งลุกขึ้นเดินมากเท่าไรแผลก็จะหายเร็วมากขึ้นเท่านั้น แต่อย่าเพิ่งยกของหรือออกกำลังกายหนักๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ แม้จะเห็นว่าแผลหายดีแล้วก็ตาม
+ ค่าใช้จ่าย
โรงพยาบาลของรัฐ : ประมาณ 25,000 บาท (+-)
โรงพยาบาลเอกชน : ประมาณ 35,000 บาท (+-)

 

ความสัมพันธ์ของร่างกายระหว่างแม่กับลูก เป็นกลไกอันมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติจัดไว้ให้ระหว่างการคลอด เพราะฉะนั้นหากไม่มีความผิดปกติอะไร การคลอดธรรมชาติก็เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด และเพื่อให้การคลอดสมบูรณ์แบบที่สุดคุณแม่ควรเตรียมพร้อมทั้งกายและใจค่ะ

 

Modern Mom Tips :
* ถ้าคุณแม่อยากคลอดธรรมชาติควรปรึกษากับคุณหมอที่ฝากครรภ์ตั้งแรก คุณหมอจะได้ตรวจเช็กร่างกายดูความกว้างของกระดูกเชิงกราน ขณะเดียวกันก็คุณแม่ก็ควรเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานและการเปลี่ยนแปลงของระบบต่างๆ ในร่างกาย เลือกออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายมีการยืดหยุ่นมากกว่าปกติ จะส่งผลให้คลอดง่าย และต้องควบคุมน้ำหนักตัวให้ขึ้นตามเกณฑ์คือประมาณ 10-12 กก. ถ้าน้ำหนักมากเกินไป ลูกในท้องอาจจะตัวใหญ่จนต้องผ่าคลอด
* Bonding หรือสายสัมพันธ์แรกคลอด เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ส่งผลต่อความผูกพัน และทักษะชีวิตของลูก สำหรับคุณแม่ที่ผ่าตัดคลอดต้องแยกกับลูกทันทีหลังคลอด โดยลูกต้องอยู่ในห้องทารกแรกเกิด ส่วนแม่ต้องพักฟื้นในห้องผู้ป่วยนอก ตรงนี้ทำให้สายสัมพันธ์แรกคลอดระหว่างแม่ลูกขาดหายไปได้ในระยะแรกๆ แต่สำหรับคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติแล้ว วินาทีแรกที่ลูกคลอดออกมาคุณหมอจะเอาลูกมาวางไว้บนตัวแม่ทั้งๆ ที่ยังไม่เช็ดตัว เพื่อให้แม่ชื่นชมและพูดอะไรกับลูก จากนั้นหลังทำความสะอาด ห่อตัวลูกเรียบร้อย เจ้าตัวเล็กก็จะอยู่ในอ้อมกอดและดูดนมคุณแม่ได้ทันที

 

จาก: นิตยสาร Modern Mom